“Ketsu ga aru (ケツがある)” ในภาษาธุรกิจหมายความว่าอะไร? พร้อมแนะนำคำที่ใช้แทนและคำที่เกี่ยวข้อง
คุณอาจจะเคยประหลาดใจเมื่อได้ยินคนญี่ปุ่นใช้คำว่า **”Ketsu (ケツ)”** หรือ **”Oshiri (おしり)”** ในการสนทนาทางธุรกิจ คำเหล่านี้โดยปกติหมายถึง **”ก้น”** แต่ในทางธุรกิจ คำเหล่านี้ถูกใช้ในความหมายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ **”Matsu (マツ)”** ก็ถูกใช้ในความหมายที่คล้ายกัน ที่นี่ เราจะมายืนยันความหมายของแต่ละคำ
ความหมายของ “Ketsu (ケツ)” “Matsu (マツ)” และ “Oshiri (おしり)” ในธุรกิจ

ในสถานการณ์ทางธุรกิจ คำว่า “Ketsu” และ “Oshiri” ถูกใช้ในความหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงจากความหมายตามตัวอักษรของคำว่า “ก้น” นอกจากนี้ “Matsu” ก็ถูกใช้ในความหมายที่คล้ายกัน ที่นี่ เราจะมายืนยันความหมายของแต่ละคำ:
“Ketsu” และ “Oshiri” = “กำหนดส่ง (Shimekiri)” “ขีดจำกัดเวลา (Kigen)” “กำหนดการส่งมอบ (Nōki)”
ในทางธุรกิจ คำว่า **”Ketsu”** และ **”Oshiri”** หมายถึง **กำหนดส่ง, ขีดจำกัดเวลา, หรือกำหนดการส่งมอบ** ของงาน เมื่อเทียบกับคำที่เป็นทางการอย่าง “Shimekiri” หรือ “Nōki” คำว่า “Ketsu” และ “Oshiri” เป็นสำนวนที่ **ไม่เป็นทางการ** (Casual) โดยมีความหมายคล้ายกับคำที่ใช้พูดคุยกับเพื่อนสนิท [ภาพ: การตรวจสอบกำหนดส่งในสมุดตารางงาน]
มีความหมายว่า “สิ้นสุด” หรือ “เสร็จสมบูรณ์” ด้วย
คำว่า “Ketsu” และ “Oshiri” อาจถูกใช้ในความหมายว่า **”สิ้นสุด”** หรือ **”เสร็จสมบูรณ์”** ของงาน
“Matsu” = “วันสุดท้ายของเดือน” “วันสุดท้าย”
**”Matsu”** หมายถึง **”วันสุดท้ายของเดือน”** หรือ **”วันสุดท้าย”** ซึ่งมีความแตกต่างเล็กน้อยจาก “Ketsu” และ “Oshiri” นอกจากนี้ “Matsu” ไม่ใช่สำนวนที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งแตกต่างจาก “Ketsu” และ “Oshiri”
สำนวนภาษาอังกฤษที่ตรงกับ “Ketsu” “Matsu” และ “Oshiri” คืออะไร?
เรามาดูวิธีแสดงสำนวนภาษาญี่ปุ่นเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษ:
deadline
ในภาษาอังกฤษ **”deadline”** เป็นสำนวนที่ใกล้เคียงกับ “Ketsu” และ “Oshiri” อย่างไรก็ตาม “deadline” ไม่มีนัยยะที่ไม่เป็นทางการของ “Ketsu” และ “Oshiri”
the end of ~
สำนวนภาษาอังกฤษที่ตรงกับ “Matsu” คือ **”the end of ~”** ตัวอย่างเช่น **「今月のマツ」(Kongo no Matsu – สิ้นเดือนนี้)** จะแปลเป็น **”the end of this month”**
ตัวอย่างประโยคและการใช้ “Ketsu” “Matsu” และ “Oshiri”

หลังจากทำความเข้าใจความหมายของ “Ketsu” “Matsu” และ “Oshiri” แล้ว เรามาดูตัวอย่างประโยคและการใช้ในสถานการณ์จริง:
ตัวอย่างประโยค “Ketsu ga aru (มี Ketsu)”
「このプロジェクトには**ケツ**があるので、急いで終わらせましょう」 (Kono purojekuto ni wa **ketsu** ga aru node, isoide owarasemashō. – โครงการนี้มี **Ketsu** ดังนั้นเรามาทำให้เสร็จโดยเร็ว) ในตัวอย่างนี้ “Ketsu” ใช้แทน “กำหนดส่ง” หรือ “ขีดจำกัดเวลา” ซึ่งหมายความว่าจำเป็นต้องทำงานให้เสร็จภายในกำหนดเวลา
ตัวอย่างประโยค “Oshiri no Jikan (เวลา Oshiri)”
「この作業がなかなか進まなくて、**おしりの時間**が見えない」 (Kono sagyō ga nakanaka susumanakute, **oshiri no jikan** ga mienai. – งานนี้ไม่ค่อยคืบหน้า และฉันไม่เห็น **Oshiri** เลย) ในตัวอย่างนี้ “Oshiri” ใช้ในความหมายว่า **”สิ้นสุด”** หรือ **”เสร็จสมบูรณ์”** ซึ่งแสดงถึงสถานการณ์ที่งานไม่เป็นไปตามแผน และไม่ทราบว่าจะเสร็จเมื่อไหร่
ตัวอย่างประโยค “Matsu made ni (ก่อน Matsu)”
「**マツ**までにご精算ください」 (**Matsu** made ni go-seisan kudasai. – กรุณาชำระเงินก่อน **Matsu**) ในตัวอย่างนี้ “Matsu” หมายถึง **”วันสุดท้ายของเดือนนี้”** โดยขอให้ชำระเงินสำหรับสินค้า หรือบริการภายในวันสุดท้ายของเดือน
3 ข้อควรระวังเมื่อใช้ “Ketsu” “Matsu” และ “Oshiri”

เมื่อใช้ “Ketsu” “Matsu” และ “Oshiri” ในธุรกิจ ควรระวังประเด็นต่อไปนี้:
1. “Ketsu” และ “Oshiri” ควรหลีกเลี่ยงกับหัวหน้าหรือผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่า
แม้ว่า “Ketsu” และ “Oshiri” จะเป็นคำศัพท์ทางธุรกิจ แต่ก็อาจฟังดู **ไม่สุภาพ** ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้กับหัวหน้า หรือผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่า
2. ผู้หญิงควรหลีกเลี่ยง “Ketsu” และ “Oshiri”
“Ketsu” และ “Oshiri” มักใช้โดยผู้ชาย และการที่ผู้หญิงใช้คำเหล่านี้ก็อาจฟังดู **ไม่สุภาพ** ได้
3. “Matsu” สามารถใช้ได้ในทุกสถานการณ์
แตกต่างจาก “Ketsu” และ “Oshiri” คำว่า **”Matsu”** ไม่มีนัยยะที่ไม่สุภาพ ดังนั้นผู้หญิง หรือการใช้กับหัวหน้าก็ไม่มีปัญหา
สรุป
บทความนี้ได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับสำนวนที่เป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น **”Ketsu” “Matsu” และ “Oshiri”** ในสถานการณ์ทางธุรกิจ คำเหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้ในความหมายว่า **”กำหนดส่ง” “สิ้นเดือน” หรือ “เสร็จสมบูรณ์”** โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “Ketsu” และ “Oshiri” มักใช้ในบริบทที่ไม่เป็นทางการ แต่การใช้กับหัวหน้า หรือผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่าอาจไม่เหมาะสม ในทางกลับกัน “Matsu” สามารถใช้ได้อย่างกว้างขวางในสถานการณ์ที่เป็นทางการมากขึ้น
หวังว่าคุณผู้ซึ่งเป็นชาวต่างชาติจะเข้าใจความแตกต่างที่ละเอียดอ่อนของคำเหล่านี้ และสามารถนำไปใช้ในการสื่อสารทางธุรกิจของญี่ปุ่นได้อย่างเหมาะสม